กระบวนการในการ
"ยกร่าง" รัฐธรรมนูญนับแต่เมื่อ พ.ศ.2492 ในยุครัฐบาล
นายควง อภัยวงศ์
เรื่อยมาจนถึงในปี 2558 ในยุครัฐบาล
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เป็นอย่างดี
ในยุครัฐบาล
นายควง อภัยวงศ์ เป็นการฟื้นคืนอำนาจของ
ขุนนางเก่าที่มาพร้อมกับรัฐประหารเดือนพฤศจิกายน 2490
จึงมีบุคคลอย่าง
พระยาศรีวิสารวาจา ปรากฏขึ้น
เป็นการปรากฏขึ้นอย่างอยู่เรียงเคียงกับเงาร่างของ
หลวงประกอบนิติสาร
เงาร่างขอ
ง ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และเงาร่างของ
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
นี่คือบทบาทของ
“นักการเมือง” ในสายอนุรักษนิยม
แต่ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญภายหลังสถานการณ์การเคลื่อนไหว
เมื่อเดือนตุลาคม 2516 กลับพลิกไปสู่อีกมิติหนึ่งทางการเมือง
นั่นก็คือ การปรากฏบทบาทของ “นักวิชาการ”
.............................................................
หลังสถานการณ์การเคลื่อนไหวเมื่อเดือนตุลาคม 2516 ปัญญาชน
และนักวิชาการได้เข้าไปมีบทบาทร่วมด้วยอย่างคึกคัก
เพราะนายกรัฐมนตรี คือ
นายสัญญา ธรรมศักดิ์
นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หากแต่ยังอยู่ในฐานะเป็น
“องคมนตรี” อีกด้วย
นักวิชาการอย่าง นายปราโมทย์ นาครทรรพ จึงมีบทบาท
นักวิชาการอย่าง
นายชัยอนันต์ สมุทวณิช อย่าง
นายพงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย
จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จึงมีบทบาทร่วมกับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“นักวิชาการ” จึงเป็นอีก “ความหวัง” ของสังคมไทย
................................................................................
มาถึงสถานการณ์หลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549
กับสถานการณ์หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
สถานการณ์กลับพลิกผันและแปรเปลี่ยน
ปัญญาชน นักวิชาการ ยังมี "บทบาท" อยู่
แต่ผลจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 กลับสร้างความคลางแคลงใจ
และผลที่สัมผัสในเนื้อหาอันปรากฏผ่านร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558
กลับส่งกลิ่นทะ

ๆ ไปทางตุ-ตุ
ภาพของปัญญาชน นักวิชาการจึงแทบไม่เหลือเป็น
“ความหวัง”
เหมือนที่เคยเกิดในยุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 อีกแล้ว
ตรงกันข้าม เริ่มมีความไม่ไว้วางใจ
...........................................................
สายตาอันทอดมองไปยัง
ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
เริ่มไม่เป็นอย่างที่
ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รู้สึก
เพราะ
ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เคยมีบทบาทในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540
และมีบทบาทในการฉีกรัฐธรรมนูญไม่ว่า พ.ศ.2550 หรือ พ.ศ.2540
ที่ตนเองมีส่วนในการร่าง
และกำลังสร้างความคลางแคลงใจในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558 ด้วย
........................................................
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1430235110
หรือจะสร้างความเลวร้ายให้สุดๆ ไว้ก่อน แล้วแค่แก้นิดเดียว ก็อนุโมทนาสาธุแล้ว
ที่เหลือ จะเลวยังไง ก็น่าจะรอดได้ เพราะยอมไปบ้างแล้ว อ้างได้ ...จะเอาอะไรอีก ?
อาจจะเป็นกลยุทธที่วางไว้เป็นกับดัก
บทบาท ปัญญาชน อ่านผ่าน บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อ่านผ่าน รัฐธรรมนูญ....มติชนออนไลน์ .../sao..เหลือ..noi
เรื่อยมาจนถึงในปี 2558 ในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เป็นอย่างดี
ในยุครัฐบาล นายควง อภัยวงศ์ เป็นการฟื้นคืนอำนาจของ
ขุนนางเก่าที่มาพร้อมกับรัฐประหารเดือนพฤศจิกายน 2490
จึงมีบุคคลอย่าง พระยาศรีวิสารวาจา ปรากฏขึ้น
เป็นการปรากฏขึ้นอย่างอยู่เรียงเคียงกับเงาร่างของ หลวงประกอบนิติสาร
เงาร่างของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และเงาร่างของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
นี่คือบทบาทของ “นักการเมือง” ในสายอนุรักษนิยม
แต่ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญภายหลังสถานการณ์การเคลื่อนไหว
เมื่อเดือนตุลาคม 2516 กลับพลิกไปสู่อีกมิติหนึ่งทางการเมือง
นั่นก็คือ การปรากฏบทบาทของ “นักวิชาการ”
.............................................................
หลังสถานการณ์การเคลื่อนไหวเมื่อเดือนตุลาคม 2516 ปัญญาชน
และนักวิชาการได้เข้าไปมีบทบาทร่วมด้วยอย่างคึกคัก
เพราะนายกรัฐมนตรี คือ นายสัญญา ธรรมศักดิ์
นายสัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หากแต่ยังอยู่ในฐานะเป็น “องคมนตรี” อีกด้วย
นักวิชาการอย่าง นายปราโมทย์ นาครทรรพ จึงมีบทบาท
นักวิชาการอย่าง นายชัยอนันต์ สมุทวณิช อย่าง นายพงศ์เพ็ญ ศกุนตาภัย
จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จึงมีบทบาทร่วมกับนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
“นักวิชาการ” จึงเป็นอีก “ความหวัง” ของสังคมไทย
................................................................................
มาถึงสถานการณ์หลังรัฐประหารเดือนกันยายน 2549
กับสถานการณ์หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
สถานการณ์กลับพลิกผันและแปรเปลี่ยน
ปัญญาชน นักวิชาการ ยังมี "บทบาท" อยู่
แต่ผลจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 กลับสร้างความคลางแคลงใจ
และผลที่สัมผัสในเนื้อหาอันปรากฏผ่านร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558
กลับส่งกลิ่นทะ
ภาพของปัญญาชน นักวิชาการจึงแทบไม่เหลือเป็น “ความหวัง”
เหมือนที่เคยเกิดในยุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 อีกแล้ว
ตรงกันข้าม เริ่มมีความไม่ไว้วางใจ
...........................................................
สายตาอันทอดมองไปยัง ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
เริ่มไม่เป็นอย่างที่ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รู้สึก
เพราะ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เคยมีบทบาทในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540
และมีบทบาทในการฉีกรัฐธรรมนูญไม่ว่า พ.ศ.2550 หรือ พ.ศ.2540
ที่ตนเองมีส่วนในการร่าง
และกำลังสร้างความคลางแคลงใจในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558 ด้วย
........................................................
http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=1430235110
หรือจะสร้างความเลวร้ายให้สุดๆ ไว้ก่อน แล้วแค่แก้นิดเดียว ก็อนุโมทนาสาธุแล้ว
ที่เหลือ จะเลวยังไง ก็น่าจะรอดได้ เพราะยอมไปบ้างแล้ว อ้างได้ ...จะเอาอะไรอีก ?
อาจจะเป็นกลยุทธที่วางไว้เป็นกับดัก